เวียดนาม เที่ยวประเทศเวีดนาม สะพานน้ำหอม
 
ข้อมูลท่องเที่ยว >> ทัวร์จีน | ปักกิ่ง | คุณหมิง | เชียงรุ้ง | เฉินตู | เชียงไฮ้ | เซินเจิ้น | กวางโจว | ฮาร์บิน | ตาลี่ | หลีเจียง | ฝูเจี้ยน
   
ดูภาพขยาย      สิบสองปันน หรือ สิบสองพันนา หรือชื่อเต็ม ว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มีความหมายคือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่ เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเมืองของชาวไทลื้อ

      ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน

      ภูมิประเทศ
      เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อ ที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณา เขตติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของ ประเทศลาวและรัฐฉาน ของประเทศพม่า โดยมี แม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

      ประวัติเมืองสิบสองปันนา
      เมืองสิบสองปันนานั้นได้เป็นราช อาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง เมื่อประมาณ 830 ปีก่อน โดยพญา เจืองหรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่ง ที่ 1 อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่น และ แผ่ขยาย อาณาเขตมากที่สุดในยุคท้าวอินเมือง สามารถขยาย อาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุง เมืองแถน (เดียน เบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาว ไทลื้อจากเชียงรุ้ง และอีกหลายหัวเมืองเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชน ปกครองหัวเมืองประเทศ ราช สิบสองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานโดยชาวมองโกลและตกอยู่ในการปกครองของจีนในปี พ.ศ.1833 ต่อมาได้เปลี่ยน ชื่อจากชื่อภาษาไทลื้อมาเป็นภาษาจีนและเจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า
      หลังจากที่พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอูและขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้ยึดเมืองสิบสองปันนา จากนั้นจึงได้แบ่งเมืองสิบสอง ปันนาออกเป็น 12 หัวเมือง ได้แก่ เมืองฮาย เมืองม้าง เมืองหุน เมืองแจ้ เมืองฮิง เมืองลวง เมืองอิงู เมืองลา เมืองพง เมืองอู่ เมืองอ่อง และ เมือง เชียงรุ่ง จึงเรียกเมืองเหล่านนี้รวมกันว่า สิบสองปันนา และในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่าและพระพุทธศาสนาได้เข้าแผ่ขยายเข้าไปในเขต สิบสองปันนา

      สมัยรัตนโกสินทร์
      ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และอาณาจักรล้านนา จากพม่าแล้ว พระองค์ได้ โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเชียงรุ่งและกวาดต้อนพลเมืองชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ชาวไทขึน และชาวไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงก่อนนั้นพม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

      เชียงรุ่งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตนให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนาอยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชาและเวียดนาม

      ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเชียงรุ่งถูกยุบจากเมืองหลวงเป็นแค่หัวเมืองและเจ้าปกครองนครทั้งหลายก็ถูกปลด ในปัจจุบันคนที่มีแซ่เต๋าก็คือ เชื้อเจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

       สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาว เย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่าง ช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานาม ว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่นดิน อันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างผืนป่า สิบสองปันนา
สิบสองปันนา หรือเมืองเชียงรุ้ง ดินแดนที่นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝันจะได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสดินแดนที่เป็นเสมือนเมืองในตำนาน หรือดินแดนในฝันที่ใครต่อใครจะต้องไปเยือนสักครั้ง ชื่อเสียงของเขตการปกครองตนเองสิบสองปันนาที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของมณฑลยูนหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน แห่งนี้ เริ่มถูกกล่าวขวัญกันมากขึ้น ตั้งแต่หลังสงครามเย็นระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีสงบลง พร้อมกับการสิ้นสุด ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน ราวปี พ.ศ.2519 ระบบคอมมูนที่เข้มงวดเริ่มผ่อนคลายลง รัฐบาลจีนเริ่มผ่อนปรนให้ผู้คนใน สิบสองปันนาดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของตนมากขึ้น สามารถประกอบกิจกรรมทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม อนุญาตให้ผู้คนมี ที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง สามารถดำเนินธุรกิจและเดินทางไปมาค้าขายกันได้ ดินแดนสิบสองปันนาก็เปิดตัวเองสู่โลกภายนอกอีกครั้ง

       การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างคนไทกับสิบสองปันนา ดินแดนที่เป็นเสมือนเมืองหลวงหรือศูนย์กลางแห่งชาวไทลื้อก็เริ่มขึ้นอย่างคึกคัก เสมือน เป็นการโหยหาสายสัมพันธ์ของญาติมิตรที่ขาดวิ่นมายาวนาน ระหว่างคนไทร่วมเชื้อสายที่มีรากฐานบรรพบุรุษ รากฐานภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน และ สิบสองปันนาในยามนั้นก็ยังเป็นเสมือนดินแดนที่ยังคงมีวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้ออย่างสมบูรณ์ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรือน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ดินทรงปีกนกที่เรียกว่า หงส์เฮือน หรือ เรือนหงส์ ซึ่งสร้างแบบบ้านใต้ถุนสูงหลังคาลาดต่ำลงมาราวปีกหงส์ เรียงรายกันเป็นระเบียบ การแต่งกายของ หญิงสาวชาวไทลื้อด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสสวยงาม การดำเนินวิถีชีวิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม วิถีชีวิตที่ยังคงผูกพันมั่นคงในพระพุทธศาสนา และภาษา พูดที่คนไทยบ้านเรากับสิบสองปันนาแม้จะอยู่คนละประเทศ ก็สามารถพูดจากันรู้เรื่องด้วยรากฐานภาษาเดียวกัน นั่นจึงทำให้สิบสองปันนากลายเป็น ดินแดนที่นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักมนุษยวิทยา นักบวช นักการศาสนา แม้กระทั่งชาวไทลื้อและชาวล้านนา หรือนักเดินทางธรรมดาทั่วไป ต่างก็ให้ความสนใจที่จะเดินทางไปเยือนดินแดนในฝัน สิบสองปันนาแห่งนี้กันอย่างตลอดเรื่อยมา

ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
วัดหลวงเมืองลื้อ

       ไทลื้อเป็นหนึ่งในกลุ่มชนชาติ ไท หรือ ไต ชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาช้านานในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ เป็นชนชาติที่ มีภาษาวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีความสามารถทางการเพาะปลูกและการเกษตรกรรมเก่าแก่ไม่แพ้ชนชาติใดในโลกเลยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี อาณาจักรที่เป็นศูนย์กลางของชาวไทลื้อนั้นสถาปนาขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อน ตามหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า ขุนเจือง หรือ พญาเจือง ได้รวบรวมชาวไทลื้อกลุ่มเล็กๆให้เป็นปึกแผ่นและสถาปนาอาณาจักร หอคำเชียงรุ่ง ขึ้นบริเวณเมืองเชียงรุ่งเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาแห่งนี้ในปี พ.ศ.1723 โดยประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นอยู่กับอาณาจักรตาลีฟูของจีน และครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์แรก มีพระนามว่า สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่งองค์ที่ 1

       ชื่อเชียงรุ้ง มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อที่ว่า เมื่อครั้งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดนริมฝั่งโขงของชาวไทลื้อ แห่งนี้ ก็เป็นเวลาเช้าพอดี จึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า เชียงรุ่ง อันเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต ดินแดนริมแม่น้ำโขงจึง ถึงเรียกว่า เชียงรุ่ง สืบมา

       อาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง หรืออาณาจักรเชียงรุ้ง ก่อร่างเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ทั้งยังขยายอิทธิพลไปตีเมืองใกล้เคียงอย่างเชียงตุงของชาวไทยขึน เมืองบางส่วนของชาวล้านช้าง เลยไปถึงเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟูของชาวไทดำมาไว้ในครอบครอง อาณาจักรเชียงรุ่งได้สร้างความเป็นปึกแผ่นสั่งสม วัฒนธรรมประเพรีตามวิถีชีวิตของตนบนที่ราบเนินเขาลุ่มแม่น้ำโขงอันอุดมสมบูรณ์ มีการจัดระบบการปกครองหัวเมืองของตนเองตามวิถีชุมชนที่ผูกพัน กับการเกษตร โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 พันนา หรือ 12 เขตการปกครอง โดยแต่ละพันนาจะมีเมืองเล็กๆ รวมกันอยู่ มีเมืองใหญ่ในพันนานั้นๆ เป็นศูนย์กลางคอยควบคุมดูแลอีกที การแบ่งเช่นนี้ก็เพื่อความสะดวกในการปกครองและการเก็บส่วยอากร เก็บเครื่องบรรณาการส่งไปยังเชียงรุ่งซึ่งเป็น เมืองหลวง

       ชาวไทลื้อออกเสียง พ.พาน เป็นเสียง ป.ปลา จึงออกเสียงหัวเมืองทั้งหมดที่มีสิบสองพันนาเป็นสิบสองปันนา ระบบการปกครองแบบพันนานี้ก็เริ่ม ขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอินทร์เมืองรัชกาลที่ 21แห่งอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง ในราวปี พ.ศ.2115 ซึ่งมีเมืองต่างๆ กระจายกันอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ตามคำเรียกขานอย่างคล้องจองของชาวไทลื้อที่ว่า 5 เมิงตะวันตก 6 เมิงตะวันออก อันหมายถึงเมืองหรือพันนาทางฝั่งตะวันตกของของแม่น้ำโขงนั้นมี 5 เมือง และฝั่งตะวันออกอีก 6 เมือง รวมกับเชียงรุ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางอีก 1 เมือง เป็น 12 เมืองใหญ่ หรือ 12 พันนา

       ความจริงการแบ่งเขตการปกครองด้วยระบบพันนานี้ นิยมใช้กันในภูมิภาคแถบนี้มาจนถึงดินแดนล้านนา ซึ่งอาณาจักรล้านนานั้นก็มีหลักฐานการ แบ่งเขตการปกครองเป็นระบบพันนาด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกล่าวถึงเขตแดนของเมืองเชียงแสนที่สร้าง บริเวณเมืองเงินยางเดิมโดยพญาแสนภู พระราชนัดดาของพญามังราย เมื่อปี พ.ศ. 1871 ตอนหนึ่งว่า ดังมักแคว้นเขตแดนเมืองเชียงแสนทั้งมวลมี 32 พันนาและจะเห็นได้ว่าการแบ่งเขตการปกครองแบบพันนาได้ถูกนำมาใช้ในดินแดนล้านนาด้วยเช่นกัน เพียงแต่การแบ่งพันนาของล้านนานั้น แต่ละพันนา จะเป็นเพียงหน่วยการปกครองย่อยๆ เมืองหนึ่งอาจมีหลายพันนา เช่นที่เมืองเชียงแสนมีถึง 32 พันนา และระบบพันนานี้น่าจะมีผลต่อการสถาปนา อาณาจักรล้านนา ซึ่งพญามังรายได้สถาปนาขึ้นโดยเอาเมืองใหญ่หลายเมืองมาเป็นอาณาจักรเดียวกัน และเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ระดับล้านนา นั่นเอง

       สิบสองปันนาเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียก ว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ สิบสองปันนาจึงเป็น แหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักร แห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างผืนป่าสิบสองปันนา
 
      สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ราวร้อยกว่าปีก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวจีนสมัยราชวงศ์มองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 1835 โดยจีนได้แต่งตั้ง เจ้าแสนหวีฟ้า ขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงรุ่ง ซึ่งคำว่า แสนหวี นั้นมาจากภาษาจีนว่า ชวนเหว่ ซึ่งหมายถึงการโฆษณา ปลอบโยน ตำแหน่งของเจ้าแสนหวีจึงหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมปลอบโยนราษฎรในปกครองให้อยู่ในอำนาจของจักรพรรดิจีนนั่นเอง

      อย่างไรก็ตาม เมื่อสิบสองปันนาอ่อนแอลงและต้องตกอยู่ในปกครองของจีนแต่ศูนย์กลางแห่งอำนาจจีนก็อยู่ห่างไกล ในขณะที่อิทธิพลของพม่าและ สยามในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อราว 200 กว่าปีก่อน ก็แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับอาณาจักรสิบสองปันนาจึงจำเป็นต้องยอมอ่อนน้อมส่งเครื่องบรรณา การให้กับทั้งเจ้ากรุงจีน เจ้ากรุงศรีอยุธยา อันหมายถึงสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตโกสินทร์ และเจ้ากรุงอังวะ แห่งพม่า สิบสองปันนาในยามนั้นจึงถูกเรียกว่าเป็นเมือง สามฝ่ายฟ้า คือตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติที่แข็งแกร่งกว่าถึง 3 อาณาจักรในเวลาเดียวกัน
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
สวนป่าดงดิบ
วัดไทยลื้อ

      ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น หลังจากที่พระองค์ในส่งทัพมาปลดปล่อยเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนาจากอิทธิพลของพม่า แล้ว ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า และกวาดต้อนชาวไทขึนจากเชียงตุง ชาวไทยใหญ่จากเมืองฉานในพม่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่าน เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง อันเป็นวิธีการฟื้นฟูอาณา จักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงที่พม่ายึดครองเชียงใหม่นั้น ก็ได้กวาดต้อนชาวเชียงใหม่และชาวล้านนาไปอยู่ที่พุกามและมัณฑเลย์จำนวนมากเช่นกัน

      อาณาจักรเชียงรุ่งถูกยื้อยุดฉุดดึงโดยอาณาจักรที่เข็มแข็งไปมาอยู่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ของไทย ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีกก็เข้ามาขีดเส้นแบ่งปันจัดสรรโดยอังกฤษยึดครองพม่า ให้สิบสองปันนาไปขึ้นอยู่กับจีน ให้เชียงตุงขึ้นอยู่กับพม่า และขีดเส้นให้ฝรั่งเศสมีอิทธิพลอยู่ในลาวและอินโดจีน

      สิบสองปันนายังคงมีกษัตริย์ปกครองอยู่ถึง 45 รัชกาล กระทั่ง เหมา เจ๋อ ตุง ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจีนเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. 2492 และนำทหารเข้ายึดครองสิบสองปันนาในปี พ.ศ. 2493 ระบอบกษัตริย์ก็สิ้นสุดลง เชื้อพระวงศ์ต่างแตกกระสานกระเซ็นไปอยู่พม่าบ้าง สยามบ้าง เจ้าหม่อมคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายต้องเปลี่ยนฐานะเป็นสามัญชนคนหนึ่ง โดยทางการจีนให้ทำงานอยู่ในสถาบันชนชาติส่วนน้อยแห่งมณฑลยูนหนาน พระราชวังเวียงผาคราง ริมฝั่งแม่น้ำโขงเมืองเชียงรุ่งของกษัตริย์ไทลื้อถูกเผาทำลายลงจนราบคาบ

      ในปี พ.ศ.2501 เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในจีน มีการทำลายล้างตำรา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ศาสนา วัดวาอาราม พระธรรม คัมภีร์ ตำราทางพระพุทธศาสนาในสิบสองปันนาถูกเผาทำลายลงเป็นจำนวนมาก การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาถูกสั่งห้ามโดยเด็ดขาด พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาทที่เคยรุ่งเรืองในเชียงรุ่งต้องหยุดลงและขาดช่วงไปในที่สุด วิถีวัฒนธรรมของชาวไทลื้อที่เต็มไปด้วยสีสันถูกเข้มงวดกวดขัน การปฏิบัติตน ตามวิถีวัฒนธรรมถูกลบล้างลงไปกับการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างน่าเสียดาย

      แม้การปฏิวัติวัฒนธรรมของลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีส่วนในการทำลายภูมิปัญญา ศาสนา และวัฒนธรรมของชาวไทลื้อไปมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อยุค สมัยผ่านไป ระบอบคอมมิวนิสต์เสื่อมคลายความเข้มงวดลง ศาสนาและวิถีวัฒนธรรมของชาวไทลื้อสิบสองปันนาก็กลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง สิบสอง ปันนาเปิดตัวให้กับโลกภายนอกอีกครั้ง คนไทยจากเมืองไทยได้รู้จักและไปมาหาสู่ชาวไทลื้อสิบสองปันนาที่เป็นเสมือนชนร่วมสายบรรพบุรุษอีกครั้ง แต่ ช่วงเวลาแห่งความสวยงามเหล่านี้ยืนอยู่ได้ไม่นานนัก วัฒนธรรมของชาวไทลื้อสิบสองปันนาก็ต้องมาถูกทำลายอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายล้างอย่างหนัก หน่วงกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยระบอบคอมมิวนิสต์เสียอีก และเป็นการทำลายวัฒนธรรมของชาวไทลื้ออย่างถาวรอีกด้วย นั่นคือการถูกทำลายจาก การพัฒนาในระบอบทุนนิยมนั่นเองเชียงรุ้งในปัจจุบัน เชียงรุ่งวันนี้รุ่งเรืองทันสมัยสมชื่อ กลายเป็นถนนใหม่ที่ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถมากมาย อาคาร ร้านค้าสองข้างทางล้วนทันสมัย มีโรงแรมระดับสี่ดาวมีความสะดวกสบายกว้างขวางไว้บริการ สาวเชียงรุ่งรุ่นใหม่เดินกันขวักไขว่มีทั้งสายเดี่ยว กระโปรง สั้น จนแทบจะมองไม่เห็นคนนุ่งซิ่นตามแบบฉบับของชาวไทลื้อเชียงรุ่ง เมืองศูนย์กลางแห่งสิบสองปันนาในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างอะไรกับ เมืองอื่นๆ ในประเทศจีน

   สวนลิง

ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
      สวนลิง สำหรับการเที่ยวสวนลิงก็มีการนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำโขงสู่สวนลิง ไฮไลท์ของที่สวนลิงก็คือการมาดูลิงเผือกตัวเดียวในโลกครับ นอกจากนั้นก็มาดูพิพิธภัณฑ์ของชาวไทยลื้อและพระราชวังเก่า สวนบ้านถิ่น เป็นสวนพรรณไม้ป่าชื้นเขตร้อน ภายในสวนมีหมู่บ้านสาธิตของชาวไต ชาวฮาหนี่ หรือชาวอาข่า ชาวจีนนัว ซึ่งเป็นชาวเขาชนกลุ่มน้อยที่ 56 ที่ทางรัฐบาลจีนให้การรับรองเผ่าล่าสุด และยังมีการแสดงของชาวสิบสองปันนา ทั้งระบำนกยูงของยาวไทลื้อและการร้องรำทำเพลงของเผ่าต่างๆที่จัดเป็นโชว์รอบๆ ความจริงพืชพรรณไม้ในป่าชื้นเขตร้อนของสิบสองปันนาอาจจะ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนจีนจากมณฑลอื่นๆ ที่มีความหนาวเย็นและสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ประกอบกับวัฒนธรรมการ แต่งกายของชาวไทลื้อสิบสองปันนาในอดีตที่สวยงามและละลานตา และประเพณีสงกรานต์อันโด่งดังทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองอื่นเดินทาง เข้ามายังเมืองเชียงรุ่งสิบสองปันนาปีละกว่าล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรในเมืองเชียงรุ่งซะอีก แต่สำหรับคนไทยที่อยู่กับป่าชื้นเขตร้อนที่ อุดมสมบูรณ์กว่าอาจจะดูเป็นสิ่งธรรมดาไปแล้ว ด้านหลังสวนบ้านถิ่นเป็นที่ตั้งของวัดป่าเจด้วย

  วัดป่าเจ
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
      วัดป่าเจ (วัดป่าเชต์มหาราชฐาน) วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในเมืองเชียงรุ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นเหมือน วิทยาลัยสงฆ์ในเมืองเชียงรุ่ง ด้วยในอดีตนั้น ชาวเชียงรุ่งนิยมส่งลูกชายเข้ามาบวชเรียนตั้งแต่เล็กๆ โดยบวชเณรเรียกว่าบวชลูกแก้ว และเมื่ออายุ ครบบวชก็จะต้องบวชเรียนศึกษาพระธรรมเสียก่อนจึงจะได้เป็นที่ยอมรับจากสังคม ซึ่งก็คงเหมือนกับความเชื่อของคนไทยในอดีต แต่ปัจจุบันสภาสังคม เปลี่ยนแปลงไป ลูกผู้ชายชาวเชียงรุ่งก็อาจให้ความสนใจกับการทำมาหากินจนเมืองการบวชเรียนเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก สำหรับที่สวนป่าดงดิบ มีการ โชว์สวนสัตว์ โชว์นกยูง โชว์วัฒนธรรมชนเผ่า โดยแบ่งออกวันละ 2 รอบ คือรอบเช้าและรอบบ่าย

      สำหรับทัวร์สิบสองปันนา เมื่อเดินทางมาถึงเมืองเชียงรุ่ง สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการมาเที่ยวสวนป่าดงดิบ แต่สิ่งที่ทุกคนต้องมาดูก็คือการโชว์ความ หลากหลายทางวัฒนธรรม เริ่มจากการลำดับการเที่ยวดูโชว์ดังนี้

             1. โชว์สิงโตและโชว์เสือ เมือเดินทางมาถึงสวนป่าดงดิบก็จะมีสาวๆแต่งชุดสวยๆหลากสีสันมาคอยต้อนรับ จากนั้นก็มีการโชว์สิงโตและโชว์เสือ
                  เป็นการเรียกน้ำย่อยกันกัน
             2. โชว์การเรียกนกยูงจากภูเขา หลังจากดูโชว์สัตว์กันเรียบร้อยก็นั่งรถรางไฟฟ้าไปยังจุดที่ 2 ซึ่งเป็นการเรียกนกยูงลงมาจากภูเขา นกยูงหลาย
                  ร้อยตัวต่างก็บินลงมามากมาย
             3. โชว์วัฒนธรรมชนเผ่า โชว์ชุดนี้บอกได้คำเดียวว่าสวยที่สุด จัดโชว์อยู่บริเวณน้ำตก
             4. โชว์วัฒนธรรมไทลื้อ โชว์ชุดนี้ก็มีความสวยงามอ่อนช้อย
             5. เดินป่าดงดิบ สำหรับคนไทยก็คงไม่ตื่นเต้น เพราะป่าเมืองเรามีความสวยงามและหลากหลายกว่า
             6. โชว์การแสดงพิธิแต่งงานของเผ่าอีก้อ สำหรับโชว์ชุดนี้หากนักท่องเที่ยวเข้าไปร่วมแสดงกับเขาด้วยก็ต้องจ่ายเงิน 50 หยวนอาหารเย็นและ โชว์วัฒนธรรมไทลื้อสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองเชียงรุ่งก็คือการไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทลื้อ ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพาน และ ในตอนเย็น ของทุกๆวันทางร้านจัดให้มีการโชว์วัฒนธรรมไทลื้อ บอกได้คำเดียวว่าสวยมากๆ คล้ายๆกับล้านนาของเรา การสื่อสารพูดจา ก็สามารถสื่อ กันได้ และหากท่านมาทัวร์สิบสองปันนา สิงที่ขาดไม่ได้ก็คือ โชว์เมืองพาราณสี หากใครไปสิบสองปันนาแล้วไม่ได้ดูโชว์ชุดนี้ ก็เหมือนกับว่ายังไปไม่ถึงเมือง สิบสองปันนา

   สำหรับการโชว์เมืองพาราณสี
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย
ดูภาพขยาย

      สำหรับการโชว์เมืองพาราณสี เป็นการนำเสนอถึงพระพุทธศาสนาที่เดินทางเข้ามาถึงเมืองสิบสองปันนา การแสดงงานประเพณีสงกรานต์ และการ โชว์ถึงวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสิบสองปันนา ดูสวยงามและอลังการ สำหรับราคาค่าเข้าชม 120 - 160 หยวน หากใครไปถึงเมืองเชียงรุ่งแล้วไม่ได้ดูชุดแสดงเมืองพาราณสีแล้ว คงบอกได้คำเดียวว่ามาไม่ถึงเมืองสิบสองปันนา ก่อนที่จะเข้าไปชมภายในโรงละคร ก็มีการแสดงเรียกน้ำย่อยที่หน้าโรงกันก่อน มีการแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวีถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ สาวๆนักแสดงก็แต่งชุดเอวลอย โชว์สะดือกัน เต็มที่ และสีลาการตีกลองสะบัดชัยรับประกันว่าสนุกสนานแน่นอนเมืองหล้า ประเทศจีน (เมิงล่า : ตามสำเนียงจีน และ เมิงล้า : ตามสำเนียงไทลื้อ)
ในอดีตเมืองนี้เป็นที่หยุดพักของคนเดินทางและยังเป็นเส้นทางการอพยพของชาวไทลื้อเข้าสู่ประเทศไทย

 
  โปรแกรมทัวร์ เชียงรุ้ง คุณหมิง ตาลี่ หลีเจียง
 
ภาษาจีนน่ารู้
ภาษาไทย คำอ่านภาษาไทย
สวัสดี หนี่ห่าว
ลาก่อน ไจ้เจี้ยน
ขอบคุณ เซี่ยเซี่ย
ขอโทษ ตุ้ยปู่ฉี่
คุณเข้าใจไหม หนินต่งมะ
ฉันไม่เข้าใจ หว่อปู้ต่ง
ฉันชื่อ ... หว่อเจี้ยว
ฉันนามสกุล หว่อซิ่น
ตกลง ห่าว
ไม่ตกลง ปู้ห่าว
อยู่ที่ไหน ไจ้หนาหลี่
โรงแรม ฟั่นเตี้ยน
ภัตตาคาร ฟั่นกว่าน
ห้องน้ำ เซ่อสั่ว
เท่าไร ตัวเส่า
นี่ราคาเท่าไร เจ้อเกอตัวเส่าเฉียน
แพงเกินไป ขอบคุณ ไท่กุ้ยเลอ เซี่ยเซี่ย
แพงมาก เหิ่นกุ้ย
เงินสด เฉียน
ลดอีกหน่อย เซ่าอี้เตี่ยน
ฉันแลกเงินได้ที่ไหน ไจ้หนาร์หลี่ฮ้วนเฉียน
อัตราการแลกเปลี่ยนเงินเท่าไร ไป่เจี้ยซื่อตัวเส่า
กี่โมง จี๋เตี่ยนจง
โทรศัพท์ เตี้ยนฮั่ว
 
P.B.TRAVEL AGENCY CENTER CO.,LTD. | ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 21/0458 http://www.pb-travelthailand.com, Contact Us info@pb-travelthailand.com   Admin 
สำนักงานใหญ่ เชียงราย 811/3 ถ.พหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย โทร. 053-712884, 053-742844 (Auto) แฟกซ์ 053-742854
สำนักงาน เชียงใหม่ 191/2 ถนนช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 โทร.
053-272338 (Auto) แฟกซ์ 053-272339
สำนักงาน กรุงเทพฯ 171/17 หมูบ้านสินธานี ลาดพร้าว 80 ถ.ลาดพร้าว เขต วังทองหลาง กทม. โทร. 02-5381811 (Auto) แฟกซ์ 02-5382245
ออกแบบ และพัฒนาโดย แสง คำแก้ว ©บริษัท พี.บี.ทราเวล เอเจนซี่ เซนเตอร์ จำกัด